(568) 986 652

โจเซป กวาร์ดิโอล่า นายใหญ่ “เรือใบสีฟ้า” แมนฯ ซิตี้ สโมสรในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้สัมภาษณ์ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อการขับเคี่ยวลุ้นแชมป์กับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล โดยยอมรับว่าพวกเขาพลาดเองที่ทำแต้มหลุดมือบ่อยครั้ง จนท้ายสุดไม่สามารถป้องกันแชมป์เอาไว้ได้อีกสมัย

เทรนเนอร์ชาวสเปน เปิดใจเรื่องทุกอย่างหลังเกมที่ต้นสังกัดบุกถล่ม วัตฟอร์ด 4-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ว่า “เราต้องยอมรับว่ายังห่างชั้นจาก ลิเวอร์พูล อยู่มาก เราจบฤดูกาลโดยมีคะแนนห่างไกลจากทีมแชมป์ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเรา”

“นี่เป็นครั้งแรกในซีซั่นนี้ที่เราชนะในลีกได้ 4 เกมติดต่อกัน ขณะที่เมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนเราเคยสร้างสถิติชนะรวด 18 เกมติด และปีที่่ผ่านมาเรากวาดชัยได้ 14 นัดติด แน่นอนมันชี้ให้เห็นว่าเรายังขาดความคงเส้นคงวาแค่ไหน”

“พวกเราคือทีมเดิมกับเมื่อซีซั่นก่อน สาเหตุที่ทำให้ผลการแข่งขันไม่เป็นตามที่หวังก็คือการเล่นผิดพลาดบางอย่าง ซึ่งผมจะเป็นคนหาทางแก้ไขข้อผิดพลาดนั้นก่อนที่ฤดูกาลหน้าจะเริ่มขึ้น” เป๊ป กล่าว

สำหรับผลงานของ แมนฯ ซิตี้ ฤดูกาลนี้ต้องบอกว่าผิดฟอร์มไปมากแพ้ไปมากถึง 9 เกม จากการลงสนาม 37 นัด และมีแต้มตามหลัง ลิเวอร์พูล จ่าฝูงถึง 15 คะแนน ทั้งที่แข่งมากกว่าอยู่ 1 เกม นอกจากนี้พวกเขายังโดน “หงส์แดง” การันตีตำแหน่งแชมป์ทั้งที่ยังเหลือการแข่งขันอีกถึง 7 เกมเลยทีเดียว

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือเลือดด๊อยท์ชของ ลิเวอร์พูล เผยตนยังไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บของ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน รุนแรงมากแค่ไหน หลังนักเตะได้รับบาดเจ็บในช่วงท้ายเกมที่ชนะ ไบรท์ตัน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมระบุคงต้องรอคอยผลการสแกน ถึงจะสรุปได้ว่า “เฮนโด้” ต้องพักหรือไม่

               เจอร์เก้น คล็อปป์ ผู้จัดการทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล เผยตอนนี้ยังไม่รู้ว่า จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีม มีอาการบาดเจ็บรุนแรงมากแค่ไหน ในแมตช์ที่บุกชนะ ไบรท์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบี้ยน 3-1 ที่สนามเอเม็กซ์ สเตเดี้ยม เมื่อวันพุธที่ 8 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

               “เฮนโด้” ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในแมตช์นี้ โดยซัดประตูสุดสวยให้ทีมขึ้นนำ 2-0 ในช่วงครึ่งแรก จากการยิงไกลบริเวณกรอบเขตโทษ อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายครึ่งหลัง มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษปะทะกับ อีฟส์ บิสซูม่า ทำให้ คล็อปป์ จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวออก โดยส่ง เจมส์ มิลเนอร์ ลงมาแทน 

              จากรายงานหลังจบเกมระบุว่า เฮนเดอร์สัน ได้ถูกนำตัวเข้ารับการสแกนอาการบาดเจ็บไปแล้วเพื่อทำการประเมินความเสียหาย โดย คล็อปป์ เผยว่าตอนนี้ตนยังไม่รู้ว่านักเตะมีอาการบาดเจ็บรุนแรงมากแค่ไหน “ผมไม่รู้ (อาการบาดเจ็บรุนแรงแค่ไหน) ผมไม่รู้จริงๆ ผมมองไม่เห็นเหตุการณ์ในสนาม แต่ผมรู้ว่ามันอาจจะไม่มีอะไรมากก็ได้ ก็แค่นั้นแหละ แต่เราคงต้องรอ (ผลการสแกน) ผมไม่สามารถพูดอะไรไปได้มากกว่านี้”

             ส่วนในกรณีที่มีการถามว่า เฮนเดอร์สัน ต้องใช้ไม้ค้ำยันในขณะที่กำลังเดินออกจากสนามนั้น นายใหญ่ชาวเยอรมัน ให้ความเห็นว่า “ผมไม่รู้จริงๆ ผมต้องมานั่งแถลงข่าวกับสื่อหลังจากที่เกมจบทันที ดังนั้นผมคงไม่รู้หรอกว่าเขาออกจากห้องแต่งตัวในสภาพแบบไหน”

อีกหนึ่งช่องทางในการติดตามข่าวสาร

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ดาวเตะ ลิเวอร์พูล ระบุ คำถามแรกที่ตนถาม เจอร์เก้น คล็อปป์ ในตอนที่มาอยู่กับทีมคือเรื่องที่ว่า คล็อปป์ จะจัดทีมยังไง เพราะตอนนั้น ซาดิโอ มาเน่ ก็เล่นเป็นปีกขวาเหมือนกัน ก่อนที่กุนซือชาวเยอรมันจะตอบว่า มาเน่ จะโดนโยกไปเล่นฝั่งซ้ายแทน

    โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ปีกคนเก่งของ ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เปิดเผยว่าสิ่งแรกที่ตนถาม เจอร์เก้น คล็อปป์ หลังจากเซ็นสัญญากับ “หงส์แดง” คือเรื่องที่ว่าตัวเองจะต้องไปเป็นปีกขวาแทนที่ ซาดิโอ มาเน่ ที่ตอนนั้นเป็นตัวจริงในตำแหน่งดังกล่าวรึเปล่า

    ในฤดูกาล 2016-17 ที่ ซาลาห์ ยังอยู่กับ อาแอส โรม่า นั้น เขามักจะได้ลงเล่นเป็นปีกขวา และเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ดีจน ลิเวอร์พูล ดึงไปร่วมทัพในช่วงซัมเมอร์ ปี 2017 ซึ่งที่จริงตอนนั้นหลายคนก็สงสัยว่า คล็อปป์ จะจัดทีมยังไง เพราะตอนนั้นทีมของเขาก็มี มาเน่ ประจำการอยู่ตรงฝั่งขวาอยู่แล้ว โดยสุดท้าย คล็อปป์ ก็โยกดาวเตะชาวเซเนกัลไปเป็นปีกซ้าย และมันก็มีส่วนทำให้ทีมมีผลงานที่ยอดเยี่ยมมาจนถึงปัจจุบัน    ซาลาห์ เผยว่า “เขาคุยกับผมเยอะมากๆ เขาพูดถึงแผนงานในอนาคตของเขาซึ่งมันทำให้ผมตื่นเต้นสุดๆ ตอนนั้นคำถามแรกที่ผมถามเขาก็คือ -แล้ว ซาดิโอ จะทำยังไงล่ะครับ ?- เพราะว่าตอนนั้นเราต่างก็เล่นในตำแหน่งเดียวกัน และเขาก็ตอบผมว่า มาเน่ จะได้เล่นเป็นปีกซ้าย”

อดัม ลัลลาน่า มิดฟิลด์หน้าหล่อของ ลิเวอร์พูล ยอมเปิดเผยแล้วว่ากุนซือ เยอร์เกน คล็อปป์ มอบคำสั่งอะไรให้ก่อนถูกเปลี่ยนลงสนามไปยิงตีเสมอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในศึก พรีเมียร์ลีก เกมแดงเดือดเมื่อค่ำคืนนี้

“ก่อนที่ผมจะถูกส่งลงสนามไป คล็อปป์ บอกสั้น ๆ แค่ว่า จงลงไปสร้างความอิมแพ็คเพื่อเปลี่ยนเกม” เจ้าตัวกล่าวอย่างตื่นเต้น

“ตอนนั้นเราเหลือเวลาอยู่อีกประมาณ 25 นาที ขณะที่ฟอร์มการเล่นต่ำกว่ามาตรฐานพอสมควร ฉะนั้นผมจึงคิดไว้แต่แรกแล้วว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ทรงบอลกลับมาดีเหมือนเดิม”

“อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน เองก็ถือว่าช่วยได้เยอะมาก การขึ้นเกมบุกดูดีกว่าเดิมทันทีที่เขาลงสนามไป นี่คือการแสดงให้เห็นถึงคุณภาพเชิงลึกของ ลิเวอร์พูล เพราะหากคุณอยากเป็นแชมป์จริง ๆ จะหวังพึ่งแต่ผู้เล่น 11 ตัวจริงไม่ได้เด็ดขาด”

“และหลังจากที่ผมลงสนาม ก็รู้สึกได้เลยว่าเรากลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมเอาไว้ได้โดยสมบูรณ์ จนน่าจะจบ 90 นาทีด้วยชัยชนะมากกว่าเลยล่ะ”

“การบุกเยือน โอลด์ แทรฟฟอร์ด แล้วมีแต้มกลับไปก็ถือว่าโอเคแล้ว แถมยังไม่แพ้ใครในฤดูกาลนี้อีกด้วย นี่คือเรื่องที่เราต้องมองให้เป็นบวกแม้จะฟอร์มไม่ค่อยดีก็ตาม”